วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ก้าวแรกของการไปอยู่เมืองนอก

อันดับแรกก็ต้องหา รร.สอนภาษาก่อน เลือกไปเลือกมา อยู่NYCแล้วกัน เป็นจุดศูนย์กลาง จะไปที่อื่นก็ง่าย ระบบขนส่งดี
ต่อมาก็ต้องอีเมล์ติดต่อกับทาง รร. ซึ่งก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ทาง รร.ค่อนข้างตอบเร็วนะ สมมติถามวันจันทร์ วันจันทร์กลางคืนเค้าก็ตอบแล้วเพราะเค้าห่างกับเรา11ชม. จากนั้นก็รวบรวมเอกสารส่งแบบด่วนไปเลยเพราะสมัครตอนที่เค้าจะปิดรับแล้ว ประมาณ 3 อาทิตย์แห่งความทรมานก็ได้รับi20 เพื่อเอาไปยื่นขอวีซ่ากับสถานทูต

วันสอบสัมภาษณ์ นัดรอบ7.15 ออกจากบ้านตีห้าครึ่ง ไปถึงหกโมงหน่อย มีคนมายืนรอก่อนแล้วประมาณสิบกว่าคน ยืนได้แป๊ปเดียวคนก็มารอกันเรื่อยๆซักพักยามด้านหน้าก็มาเรียกให้รอบเจ็ดโมงแยกแถวออกมาเพื่อไปก่อน(ตอนสมัครแอบคิดว่า7.15รอบแรกซะอีก ไม่ได้รู้เรื่องเลยว่า7.00เค้าเต็มกันไปแล้ว 55555) พี่ยามหน้าสถานทูตก็จะอธิบายเรื่องการฝากของ ฟังอยู่ประมาน10รอบได้ คือพอคนใหม่มาก็อธิบายใหม่ไปเรื่อยๆ จนรอบแรกได้เข้าไป ก็ถึงตาเราแล้ว มีคนก่อนหน้าเราสองคน แอบมองคนหน้าเราเป็นเด็กแพทย์ มาขอวีซ่าB1ไปmedical conference ข้างหลังเราก็เหมือนกันขอไปconferenceที่stanford ซักพักก็เดินเรียงกันเข้าไปตรวจร่างกาย ฝากของเรียบร้อย ก็เดินเข้าไปด้านใน ด่านแรกเป็นด่านจัดเอกสาร เค้าจะขอเอกสารเราไปเรียงให้(แต่จริงเราต้องรู้ก่อนแล้วว่าต้องเอาอะไรไปบ้าง) ก็ยื่นpassport, ds-160, i20, ใบsevis แล้วเค้าก็ถามหาทรานสคริป ก็หยิบแล้วยื่นไป ระหว่างนั้นก็ถามว่า
จนท: ตอนนี้ทำอะไร
เรา: เป็นทันตแพทย์ค่ะ
จนท: มีจดหมายรับรองงานมั้ย
เรา: ไม่มีค่ะ
จนท: เป็นเจ้าของคลินิกหรอ
เรา: เปล่าค่ะ ทำคลินิกเอกชน อยู่LDC clinicค่ะ
แล้วเค้าก็ยื่นซองเอกสารที่เค้าจัดแล้วพร้อมเลขไปรษณีย์มาให้เรา
เรา: ขอบคุณค่ะ

แล้วก็เดินไปรอคิว ระหว่างรอก็จดเลขไปรษณีย์ใส่กระดาษเอาไว้ติดตามกรณีสัมภาษณ์ผ่าน ช่วงนั้นปวดหัวมากเพราะนอนน้อยบวกกับความเครียด กลัวว่าจะไม่ผ่าน ทั้งๆที่เพื่อนก็บอกไว้ว่า "เจ แกเป็นทันตแพทย์นะเว้ย ไม่มีทางไม่ผ่าน อะไรๆก็ง่าย" แต่ก็แอบกลัวอยู่ดี ประเด็นที่เครียดอีกเรื่องคือ เขียนใส่ไปในds-160ว่าขอ2ปี จริงๆแอบอยากได้เต็มโควต้า5ปี แต่กลัวดูพิรุธว่าจะเอาไปทำอะไรตั้งห้าปี เลยขอแค่2ปีไปก่อน แต่ก็ดันกลัวอีกว่าเดี่ยวเกิดให้2ปีขึ้นมาจริงๆจะยุ่งมาก ต้องไปกลับประเทศเพื่อขอใหม่อีก แต่ตอนนั้นภาวนาว่าเอาเหอะขอผ่านเป็นพอ แล้วก็มาถึงด่านที่สอง
จนท: เคยโดนปฏิเสธวีซ่ามาก่อนมั้ย
เรา: ไม่เคยค่ะ
จนท: เคยได้วีซ่าอเมริกามั้ย
เรา: เคยค่ะ เป็นj1 visaไปwork and travel
จนท: แล้วครั้งนี้จะไปทำอะไร
เรา: ไปเรียนภาษาค่ะ แล้วก็มีแพลนไปเรียนต่อทันตะค่ะ
จนท: ขอรูปหน่อย
เรา: นี่ค่ะ
จนท: มีแต่รูปนี่หรอ หน้ามันวาวเกิน ถ่ายเองใช่มั้ย
เรา: ใช่ค่ะ
จนท: ไปถ่ายใหม่ข้างใน แล้วเอามายื่นนะ
เรา: ค่ะ

จากนั้นก็เดินเข้าไปอีกห้อง ตอนเดินเข้าไปมองซ้ายขวาหาที่ถ่ายรูปอยู่ซักแป๊บนึง คือมันดันไปอยู่ในหลืบอ่ะ แล้วก็เข้าไปถ่ายรูปในตู้แบบถ่ายเอง ถ่ายอยู่สามสี่ครั้งจนพอใจค่อยกดปริ้นต์ แล้วออกมาเอารูปที่ช่องด้านนอก พอเอามาดู ตายหล่ะผมปิดหูไปนิดนึง ทำไงดี เงินไม่พอถ่ายอีกครั้งแล้ว แต่ก็ลองเอาไปยื่นดูก่อน พอเจ้าหน้าที่เห็นก็ok พร้อมยื่นแฟ้มเอกสารกลับมาต่อพร้อมหมายเลขคิวสัมภาษณ์กับทูตจริงๆซึ่งเป็นฝรั่ง แล้วก็เดินเข้าไปในห้องเดิมที่ไปถ่ายรูปแล้วเดินไปนั่งรอแถวท้ายสุด(แอบโง่มากนั่งแถวท้ายสุดเวลาเรียกก็เดินไปถึงช้าสุด เพราะเค้าจะเรียกทีละ10คิว โดยไม่เรียงลำดับ เช่น 01-10 เชิญช่อง12 เค้าก็เดินไปรุมๆกัน คือไม่มีว่า04ต้องมาก่อน05 ใครเดินไปต่อก่อนก็ได้ก่อนอ่ะ) ระหว่างรอก็ใจเต้นเพิ่มไปอีก เครียดขึ้นๆเรื่อยๆ พอเรียกหมายเลข11-20 เราก็เดินไปยืนรอคิวเรื่อยๆจนถึงคิวตัวเอง อยากกรี๊ดได้คนเดียวกับที่สัมภาษณ์สมัยไปเวิร์ค เดินไปถึงเค้าก็สวัสดีเรา ก็เลยยกมือไหว้ด้วยแล้วบอกสวัสดีค่ะ ด้วยความงง แล้วก็เริ่มการสัมภาษณ์
ทูต: Can you speak english?
เรา: Yes, a little bit.
ทูต: มองทรานสคริปต์ Are you studying?
เรา: No, I was graduated for 1 year. Now, I am a dentist.
ทูต: ah yes. Who is your supporter?
เรา: My dad
ทูต: what is he doing?
เรา: He is an optician and he owns his shop. ทำมือประกอบด้วย ไม่รู้จะทำทำไม แอบงงตัวเอง
ทูต: ok and how long you will stay in the US? How many weeks?
เรา: คิ้วขมวด 2 years. พร้อมชูสองนิ้ว
ทูต: oh, I see your paper. พร้อมหยิบi20ขึ้นมา ok, you will receive your passport in a week.
เรา: ยิ้ม thank you. หันหลังกลับอย่างผู้ชนะ

ความจริงตอนนั้นปวดฉี่มาก แต่อยากรีบเดินไปบอกม๊าว่าผ่านแล้ว เลยกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมา รีบเอาบัตรไปแลกโทรศัพท์คืน แล้ววิ่งไปหาม๊าพร้อมรอยยิ้มอย่างชัยชนะ 55555 ตรูผ่านแล้ว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น